“จงมองหาสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากให้มี”


 “จงมองหาสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากให้มี”   
– เชอร์ล็อก โฮล์มส์ จากภาพยนตร์เรื่อง Enola Holmes (2020)

หากใครติดตาม Netflix อยู่ก็คงจะพอทราบกระแสอันร้อนแรงของภาพยนตร์เรื่อง Enola Holmes ที่กำลังติดอันดับหนึ่งใน Top 10 in Thailand Today
.
หากว่าพี่น้องตระกูลโฮล์มส์มีน้องสาวจะเป็นอย่างไร
เรื่องราวบอกเล่าการผจญภัยของเด็กผู้หญิงวัยราว ๆ 20 ปีคนหนึ่ง ไม่ได้มีการสืบคดีที่ซับซ้อน แต่ก็แฝงไปด้วยแรงบันดาลใจ
อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้ภาพพจน์ของนักสืบชื่อก้องโลกเสียหายแต่อย่างใด
ในขณะที่น้องสาวตัวเอกของเรื่องกำลังมืดแปดด้าน เชอร์ล็อกก็ได้กล่าวประโยคหนึ่งที่บ่งบอกถึงเทคนิคที่เขามักจะใช้ในการสืบสวนว่า
“Look for what’s there, not what you want to be there.”
การที่เราจะมุ่งไปสู่ผลลัพธ์อะไรสักอย่าง ยิ่งถ้าหากเป็นการเสาะหาความจริงแล้วล่ะก็ การสังเกตจากสิ่งที่มีอยู่ในมือ มากกว่าการใช้อารมณ์นำพาไปให้ไขว้เขว เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก

เชอร์ล็อกมักจะใช้ศาสตร์แห่งการอนุมาน หรือ Science of Deduction ควบคู่กับการสังเกตสิ่งต่าง ๆ เพื่อหาความจริงที่ซ่อนอยู่เสมอ
แล้วการอนุมานที่ว่านี้มันคืออะไร?
การอนุมานมีหลายแบบ แต่แบบที่เชอร์ล็อกใช้น่าจะเป็นการอนุมานแบบอุปนัย (Inductive Inference) และการอนุมานแบบนิรนัย (Deductive Inference)

การอนุมานแบบอุปนัย พูดง่าย ๆ ก็คือการสรุปผลจากการสังเกต
ส่วนการอนุมานแบบนิรนัย ก็คือการสรุปผลจากการตั้งข้อสังเกตที่เป็นจริงหรืออ้างว่าเป็นจริง แล้วใช้การพิสูจน์ผลจากสิ่งที่สมเหตุสมผล ซึ่งสิ่งนี้ควรเป็นสิ่งที่เป็นความจริงหรือเกิดขึ้นจริง เมื่อข้อสังเกตและการพิสูจน์นั้นเป็นจริง ก็ย่อมเห็นบทสรุปที่เป็นจริง

อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะเริ่มงง เราลองมาดูตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่องนี้กันดีกว่า (มีการเปิดเผยเนื้อหาเล็กน้อย)
หาก ‘เอโนลา’ นางเอกของเรื่องใช้หลักการอนุมานแบบอุปนัยจากประโยคบอกใบ้ของเชอร์ล็อกที่ว่า “สิ่งที่แม่ทำมีเหตุผลเสมอ”

เธอจะสามารถใช้การอนุมานแบบนิรนัยต่อจากประโยคที่ครอบครัวนี้ต่างรู้จักแม่ของพวกเขาว่าเป็นคนแบบนี้จริง ๆ ได้ดังนี้

1. สิ่งที่แม่ทำมีเหตุผลเสมอ
2. สิ่งที่แม่ทำให้เอโนลา คือ กล่องของขวัญ
3. ดังนั้น กล่องของขวัญย่อมมีเหตุผลที่แม่ซ่อนเอาไว้ (และมันก็นำพาเธอไปยังคำบอกใบ้ต่าง ๆ ต่อไป)

และด้วยศาสตร์แห่งการอนุมานนี้เองที่สามารถใช้เป็นตัวช่วยในยามที่เราต้องการค้นหาความจริงอะไรบางอย่าง แต่ประเด็นสำคัญก็คือข้อ 1. และ 2. ต้องเป็นความจริงที่สังเกตได้ เป็นที่ยอมรับ โดยปราศจากความคิดเองเออเองส่วนตัวออกไป หากเป็นเช่นนั้น การหาข้อสรุปในข้อ 3. ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

หากใครเข้าใจแล้วอยากนำศาสตร์นี้ไปใช้ในการสังเกตสิ่งรอบตัวก็ลองนำไปปรับใช้กันดู เผื่อว่าจะค้นพบคำตอบของคำถามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตก็ได้นะ

Written by L1TTLEKITTEN
Illustrated by Schwaiger

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

"เมื่อทางตรงไม่ใช่ทางที่สั้นที่สุด"

"ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ควรเปิดเผย"

ThisSkill EP. 5 Move on อย่างไรให้เอ็นจอย